วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

Blackwing ดินสอ(ที่เค้าว่าเป็น)ที่ดีที่สุดในโลก

ได้อ่านบทความเกี่ยวกับดินสอ Blackwing ดินสอที่มีราคาแพงอันนึงแล้วรู้สึกสนใจ เลยอยากนำมาให้ได้อ่านกัน ดินสอนี้มันมีดียังไงลองมาดูกัน

ใครเป็นคนผลิตดินสอ Blackwing ล่ะ เริ่มแรกเลยทีเดียวนั้น Eberhard-Faber เป็นคนผลิตดินสอนี้ ผลิตครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1930 ราคาในขณะนั้นคือ 50 เซ็นต์ ซึ่งก็เทียบเท่ากับประมาณ $6.00 ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นราคาที่ไม่ถูกเลย เรียกว่าไฮโซตั้งแต่เริ่มผลิตที่เดียวไม้ที่ใช้ในการผลิตก็คือไม้สน Cedar เนื่องจากคุณสมบัติของความอ่อนของเนื้อไม้ทำให้เหลาได้ง่าย เศษไม้ที่เหลาได้จะไม่แตกยุ่ย หลังจากนั้นเมื่อ Faber-Castell ก็เข้าซื้อกิจการของ Eberhard-Faber ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ทำให้ดินสอนี้ถูกผลิตภายใต้ทั้งสองยีห้อนี้ และสุดท้ายดินสอนี้ก็ต้องละเห็จไปอยู่ภายใต้การผลิตของกลุ่มบริษัท Sanford หลังจากบริษัทได้ถูกซื้อกิจการต่อ ซึ่ง Sanford ก็ไม่ใช่บริษัทโนเนมที่ไหน แต่เป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเขียนรายใหญ่ของอเมริกา ซึ่ง Papermate ก็เป็นหนึ่งในเครือบริษัทนี้ด้วย

แล้วทำไมมันถึงเป็นที่นิยม ดินสอนี้ได้รับคำนิยามว่า "Half the Pressure, Twice the Speed" แสดงว่าดินสอนี้สามารถเขียนได้ลื่นทีเดียว

จริง ๆ แล้วที่มาของความดรามาของดินสอนี้มันเกิดมาจากเมื่อประมาณปีค.ศ. 1997 - 1998  Sanford เลิกผลิตดินสอนี้ซะงั้น ทำให้ไอ้เจ้าดินสอนี้ที่มีคนยังเก็บเอาไว้เนี่ยราคาพุ่งเลยทีเดียว พบว่ามีการนำดินสอ Blackwing ออกขายใน EBay ด้วยราคาสูงถึง $20.00 ต่อแท่งเลยที่เดียว

ส่วนไอ้สาเหตุที่เลิกผลิดก็เนื่องมาจากสองสาเหตุก็คือ
สาเหตุแรก ไอ้ดินสอนี้ส่วนของยางลบนั้นจะไม่เหมือนกับแบบดินสอที่ขายทั่วไป มันจะมีส่วนที่เป็นคลิปที่ทำจากอลูมิเนียมที่จะล็อคเข้ากับดินสออีกที (ออกแบบมาให้ซับซ้อนจริง ๆ,ลองหารูป Google ดูละกัน) แล้วเครื่องจักรที่ผลิตส่วนยางลบนี้มันพัง แล้วทางบริษัทไม่ต้องการจะซ่อมมันด้วย

สาเหตุที่สอง ซึ่งผมว่าน่าจะเป็นสาเหตุที่แท้จริงก็คือ Doug Martin ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับดินสอนี้ได้ไปเยี่ยมโรงงานผลิตดินสอนี้ภายหลังจากได้เลิกผลิตไปแล้ว แล้วได้พบว่าจริง ๆ แล้วเครื่องจักรที่ผลิตยางลบของดินสอได้พังไปก่อนที่ Sanford จะเข้าซื้อกิจการเสียอีก แต่บริษัทก็ยังสามารถผลิตดินสอต่อไปได้เพราะว่ามีการเก็บสต็อคส่วนของยางลบไว้ในปริมาณมาก แต่ปริมาณการสั่งซื้อในช่วงปีสุดท้ายก่อนเลิกผลิตมีแค่เพียง 1,100 โหลต่อปีเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าความสามารถในการผลิตได้ในหนึ่งวันเสียอีก เมื่อขายไม่ค่อยได้ ผลิตก็ยากกว่า เลิกผลิตน่าจะดีที่สุด

คราวนี้เมื่อเลิกผลิต ไม่มีให้ใช้ ก็เลยมีการเปรียบเทียบว่าดินสอใดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับตัวดินสอ Blackwing มากที่สุด ซึ่ง Blackwing นั้น ใช้ส่วนไส้ดินสอที่เหมือนกับ Eberhard-Faber Microtomic 4B นั่นคืออะไรที่ใกล้เคียงที่สุด แต่หากจะหาอะไรที่คล้ายกันอีกซักยี่ห้อก็น่าจะเป็น Eberhard Faber Contac 440 แต่ว่ารุ่นนี้จะไม่มีการเติม wax ลงในไส้ดินสอ แต่ทั้งสองรุ่นนี้ก็เลิกผลิตแล้วเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่มีดินสอใดที่คล้ายกับ Blackwing เลยในขณะนั้น

เหล่าเซเลบที่ใช้ดินสอนี้แล้วติดใจมีใครบ้าง? มาดูกัน
John Steinbeck นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์และโนเบล
Chuck Jones นักวาดการ์ตูน นักเขียนบท ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้าง การ์ตูน Looney Tunes and Merrie Melodies
Igor Stravinsky นักประพันธ์ดนตรีคลาสสิค
Truman Capote นักเขียนชาวอเมริกัน
Vladimir Nabokov นักเขียนชาวรัสเซียที่อาศัยในสหรัฐ
Stephen Sondheim นักแต่งเพลงประกอบภาพยนต์ ละคร ละครเวที ชาวอเมริกัน
Quincy Jones คอนดักเตอร์ โปรดิวเซอร์เพลง ผู้เรียบเรียงดนตรี ผู้ประพันธ์เพลงภาพยนตร์และนักทรัมเปต ชาวอเมริกัน

แต่ดินสอนี้ยังดรามาได้ต่อ เพราะไม่นานมานี้เครื่องหมายการค้าของ Blackwing ที่จดไว้ตั้งแต่ปี 1934 ได้หมดอายุลงโดย Sanford ไม่ได้ทำการต่ออายุ บริษัท California Cedar Products ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผลิตดินสอในสหรัฐ เป็นผู้ทำธุรกิจด้านการทำไม้สน Cedar ใน California และ Oregon ได้ทำการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้านี้เป็นของตน แล้วเริ่มต้นผลิตดินสอ Blackwing อีกครั้งภายใต้ยี่ห้อ Palomino แต่คุณภาพจะเป็นอย่างไร ลองไปอ่านในรีวิวตามลิงค์ได้เลย เพราะยังไม่เคยใช้สักอันทั้งของเก่าและของผลิตใหม่


http://www.jetpens.com/blog/the-legend-of-the-blackwing/pt/72
http://www.pencilpages.com/articles/blackwing.htm
http://www.penciltalk.org/2010/09/palomino-blackwing-pencil

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ภูเก็ตออร์คิดฟาร์ม

ช่วงนี้พอดีมีโอกาสไปภูเก็ต แม้ตัวภูเก็ตนั้นไม่ค่อยมีชื่อเรื่องกล้วยไม้มากนัก แต่ก็มีสวนให้พอเข้าไปแวะชมได้ แต่ราคาเข้าชมเป็นราคาฝรั่ง คือ 200 บาท หากไม่รักจริงคงไม่เข้าไปดูแน่ ๆ ได้ภาพกล้วยไม้ในสวนมาให้ชมนิดหน่อย




























วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เอื้องเข็มแสด Ascocentrum miniatum vs. Ascocentrum garayi

เมื่อนานมาแล้วสมัยที่สวนจตุจักรยังมีต้นไม้ขายเยอะแยะในวันเสาร์อาทิตย์ และในช่วงนั้นผมได้มีโอกาสไปเดินเลือกซื้อกล้วยไม้ที่นั่น ก็ได้เจอกล้วยไม้ที่มีสีส้มสดใส เห็นเด่นมาแต่ไกล และด้วยสีสันนี้เองจึงเป็นกล้วยไม้ที่ผมชอบอีกชนิดหนึ่ง กล้วยไม้ชนิดนี้คือเข็มแสด แต่ว่า.......

หลังจากนั้นได้ลองหาข้อมูลของกล้วยไม้ชนิดนี้ทั้งในเว็บและในหนังสือก็พบชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
Ascocentrum miniatum

แต่ภายหลังเมื่อค้นหาข้อมูลต่อไปก็พบว่า จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกสปีซีส์ ที่มีลักษณะคล้ายกันมากและมักจะสับสนกันเสมอซึ่งก็คือ
Ascocentrum garayi



Ascocentrum miniatum (Lindl.) Schltr.
กล้วยไม้นี้มีการกล่าวถึงครั้งแรกเมื่อพ.ศ. 2391 ใน "Botanical Register" โดย John Lindley เขาได้ตรวจสอบตัวอย่างที่เก็บจากชวา และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Saccolabium miniatum  ในภายหลัง Rudolf Schlechter ได้ทบทวนและย้ายมายังสกุล Ascocentrum เมื่อพ.ศ. 2456


Ascocentrum garayi Christenson แม้จะมีการเลี้ยงกล้วยไม้ชนิดนี้มานานแต่เพิ่งถูกกล่าวถึงไว้ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ชื่อว่า "Lindleyana " ของสมาคมกล้วยไม้อเมริกาเมื่อ พ.ศ. 2535 Christenson ตั้งชื่อกล้วยไม้นี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ Leslie Garay อดีตภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์พืช Oakes Ames แห่งมหาวิทยาลัย Harvard


ความแตกต่างของกล้วยไม้สองชนิดนี้ที่เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือดอก โดย Ascocentrum miniatum ดอกจะค่อนข้างใสกว่า ทำให้เห็นเส้นที่ดอกได้ชัดกว่า กลีบดอกจะค่อนข้างยาวเรียว ปลายกลีบปากจะโค้ง ในขณะที่ Ascocentrum garayi ดอกจะสีเข้มทึบออกจะด้าน ๆ กว่า ทำให้สีสันนั้นดูเข้มกว่า กลีบดอกจะกลมมนกว่า ปลายกลีบปากจะค่อนข้างตรง


เนื่องจากไม่มีรูปของทั้งสองชนิดหากต้องการดูรูปให้ไปดูที่ลิงค์ข้อมูลของกล้วยไม้สองชนิดนี้ด้านล่าง

Ascocentrum garayi
http://www.orchidspecies.com/ascocentrumminiatum.htm
http://www.yonggee.name/Notes/Asco_garayi.htm

Ascocentrum miniatum
http://www.orchidspecies.com/ascocminiatum.htm

วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2555

เอื้องแปรงสีฟัน


พอดีช่วงหลังน้ำท่วมไปเดินจตุจักรแล้วได้กล้วยไม้มา โดยจำชื่อที่คนขายบอกไม่ได้ มันแทงช่อดอกออกมาเป็นต้นแรกในปี 2555 หลังจากค้นหาชื่อก็พบว่าเป็นต้นเอื้องแปรงสีฟ้น

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า

Dendrobium secundum (Bl.)  Lindl.

ชื่อไทยนั้นมีหลายชื่อ ได้แก่ เอื้องแปรงสีฟ้น, เอื้องหงอนไก่, เอื้องสีฟ้น, เอื้องแปรงสีฟ้นพระอินทร์, คองูเห่า, กับแกะ ในอินโดนีเซียเรียก Anggerek sikat gigi (toothbrush orchid) สามารถพบได้ทุกภาคตามป่าผลัดใบถึงป่าดิบเขา ที่ระดับความสูงตั้งแต่ระดับน้ำทะเลถึง 1600 เมตร พบทั้งในจีนตอนใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ตามเกาะต่าง ๆ ในแปซิฟิคเรื่อยไปจนถึงเกาะปาปัว-นิวกีนี


ดอกของเอื้องแปรงสีฟัน(flower of Dendrobium secundum)เมื่อยังตูม

ตอนแรกคิดว่าต้นนี้มันจะไม่รอดแน่เพราะใบเริ่มร่วง แต่จริง ๆ แล้วนั้นมันเป็นธรรมชาติของมันที่จะทิ้งใบก่อนออกดอก ที่มันได้ชื่อแปรงสีฟ้นก็น่าจะมาจากเมื่อมันทิ้งใบแล้วดอกก็ออกเป็นช่อ ดอกทั้งหมดจะหันไปทางเดียวกัน เลยคล้ายแปรงสีฟันดอกมีสีชมพู แต่บางคร้้งพบว่าเป็นดอกสีขาวซึ่งพบได้ยาก แน่นอนราคาก็สูงกว่ามาก (ราคาจากเว็บ http://siameseorchidfarm.com จาก 280 บาทเป็น 1,200 บาท เนื่องจากไม่สามารถเพาะเมล็ดลงขวด ซึ่งการเพราะเมล็ดอาจทำให้ได้ต้นที่ไม่ได้เป็นสีขาวเผือก จึงต้องใช้การแยกกอ แยกตะเกียงเอา)

ดอกของเอื้องแปรงสีฟัน(flower of Dendrobium secundum) ดอกบานแล้วบางส่วนหลังจากภาพแรก 12 วัน


ต้นเอื้องแปรงสีฟันนี้สามารถปลูกเลี้ยงได้ในที่ที่อากาศเย็นประมาณ 15 องศาเซลเซียสไปจนถึงอากาศร้อนอย่างในกรุงเทพ

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

เป็ดน้อย Joy Hing

ร้านอาหารบางร้าน เมื่อลองทานก็แอบนิยมอยู่ในใจในรสชาดที่อร่อย แต่บางครั้งร้านที่เราแอบนิยมในใจ จริง ๆ แล้วก็เป็นร้านดังกับเขาซะด้วย เช่นร้านนี้ Joy Hing

ร้านนี้เป็นร้านที่ได้รับ Highly Recommended จาก Michelin Guide (เพิ่งรู้วันนี้ กินมาตั้งสองสามปีละ) ไปดูรายละเอียดของร้านได้ที่ลิงค์นี้ http://en.wikipedia.org/wiki/Joy_Hing%27s_Roasted_Meat

 ไม่ได้ถ่ายอาหารมา ถ่ายแต่หน้าร้าน

เมื่อได้ชิมเป็ดย่าง และหมูแดงร้านนี้ ก็พบว่ามันช่างต่างกับร้านเป็ดย่าง หมูแดงหน้าปากซอยอย่างไม่เห็นฝุ่นทีเดียว
โชคดีไปตอนที่คนไม่เยอะ คนมาต่อคิวซื้อกลับบ้านเยอะทีเดียว

อาหารประเภทหมูแดงที่ฮ่องกงนี่ แทบทุกร้านจะมีรสชาดที่เป็นเอกลักษณ์ ถูกหมักด้วยความประณีต (ต้องกินดูถึงจะรู้ว่าประณีตยังไง) แม้ร้านจะเป็นร้านข้างถนนธรรมดา ๆ ก็ตาม ฉะนั้นคราวหน้าหากได้ไปฮ่องกง จะกินซะให้หายอยาก อีกอย่างที่ต้องชิมคือผัดผัก กินคู่กับเป็ดย่าง หมูแดงนี่ อร่อยจริง ๆ

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

Bei Otto - Sukhumwit

หากใครอายุมากหน่อย(แก่) คงจะจำได้ว่าแถวอโศกนั้น เมื่อหลายปีก่อนเบียร์สิงห์เคยเปิดเบียร์การ์เดนแห่งแรก ๆ ของเมืองไทยชื่อว่า สิงห์เบียร์เฮาส์ ไม่แน่ใจว่าได้กลับมาเปิดใหม่อีกคร้้งหรือยังในตอนนี้ แต่หากต้องการย้อนเวลากลับไประลึกบรรยากาศแบบนั้น กับอาหารเยอรมันรสชาดเยี่ยมละก็ ต้องที่ร้านนี้เลย Bei Otto โดยเชฟชาวเยอรมันจากสิงห์เบียร์เฮาส์เดิม ที่อยู่เมืองไทยมาตั้งแต่ปี 1981 ร้านนี้ก็เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 1984 ผ่านมา 27 ปีแล้ว ย่อมพอจะประกันฝีมือของร้านนี้ได้

จานนี้เป็นสลัดผักแบบเยอรมัน Deutscher gemischter salatteller (German Mixed Salad)


ขาหมู ไส้กรอก และเครื่องเคียงพวกผักดอง ลูกชิ้นมันฝรั่ง (เหมือนเอามันฝรั่งมาทำเป็นลูกชิ้น หนึบ ๆ แปลกดี) ไม่ต้องบอกแค่ดูจากรูปก็รู้ว่าอร่อยแน่
Bayerische Platter (Bavarian Platter)

นอกจากนี้ร้านยังมีขายพวกไส้กรอก ขนมปังให้ซื้อกลับบ้านได้อีกด้วย
ร้านนี้อยู่ในซอย สุขุมวิท 20 จากปากซอยอยู่ฝั่งซ้ายมือ ตรงข้ามโรงแรม Windsor Suites หาไม่ยาก 
ข้อมูลของร้านเข้าไปดูได้ที่นี่ครับ http://www.beiotto.com 
คลิกดูแผนที่ได้จากลิงค์"ตำแหน่ง" ด้านล่าง

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ร้านกลมกิ๊ก

หลังจากดูรายการกลมกิ๊กที่มีซูโม่กิ๊ก เป็นพิธีกรร่วมกับแม่และพี่น้องในครอบครัวแล้ว รู้สึกว่ารายการนี้สนุกเฮฮาดี อีกอย่างนึงที่เป็นช่วงหนึ่งของรายการก็คือช่วงที่แขกรับเชิญจะได้ทำอาหารกับแม่ของซูโม่กิ๊ก ดูช่วงนี้ทีไรแล้วก็หิวทุกที อยากลองชิมฝีมือคุณแม่ของซูโม่กิ๊กบ้าง จนได้มารู้ว่าซูโม่กิีกนั้นเปิดร้านอาหารชื่อเดียวกับรายการอยู่ที่ซอยร่วมฤดี ก็เลยลองไปชิมดู
ปีกไก่ยัดไส้
 แกงเขียวหวานไข่มังกร(มั้ง)
ปลากระพงนึ่งมะนาว
รสชาดอาหารจะไม่จัดจ้านครับ เน้นกลาง ๆ (ตามความรู้สึกผมคิดว่าเป็นรสชาดแบบผู้ดีครับ) อร่อยมากครับ แต่ราคาอาหารจะสูงกว่าร้านอาหารไทยทั่ว ๆ ไป  แต่หากใครต้องการพาแขกต่างชาติไปชิมอาหารไทยร้านนี้นับว่าเหมาะมากครับ รสชาดไม่จัด ออกผู้ดี ๆ ครับ บรรยากาศร้านก็เป็นแนวสบาย ๆ มีทั้งส่วนที่เป็นนอกอาคารและส่วนที่เป็นห้องปรับอากาศครับ ร้านจะอยู่ในซอยร่วมฤดี ในซอยแยกร่วมฤดี 1 ซอยจะอยู่ใกล้ ๆ กับโรงแรมคอนราดครับ
คลิกดูที่ตั้งร้านได้จากลิ๊งค์ "ตำแหน่ง" ด้านล่างได้ครับ